ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot


ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนเทศบาลต้นแบบ เทศบาลเมืองนครพนม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย


บทความการศึกษาไทย
บทความ " การศึกษาไทย ยิ่งแก้ ยิ่งเละ "


แด่ " ชะตากรรมที่น่าสงสาร "

แด่ " ความทรมานที่ยังไม่สิ้นสุด "

แด่ " แรงฉุดดึงแห่งชะตากรรม "

และแด่ " ความโง่เขลาของผู้คน "

ผมจำได้ว่า ผมเคยเขียนบทความวิจารณ์การปฏิรูปการศึกษาไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ว่าด้วยเรื่องแผนการเรียนแบบใหม่ ที่ให้ ม.ปลาย ทุกแผนการเรียนต้องเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ด้วยจุดมุ่งหมายที่ดูดี ที่ว่าอยากให้คนไทยทุกคนเก่งวิทยาศาสตร์ จะได้พัฒนาประเทศได้

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็กลับเข้ามาแทรก ราวกับสุมาตราที่เกิดแผ่นดินไหว แล้วไม่กี่อึดใจ สึนามิก็ถาโถมเข้ามาคร่าชีวิตผู้คน เพียงแต่ครั้งนี้ ไม่ใช่สึนามิที่มากับน้ำ ไม่ใช่แผ่นดินไหวบนดิน แต่เป็นภัยพิบัติทางความคิดของคนไม่กี่คน

" เอ็นทรานซ์แบบใหม่ GPA 50% "

มันช่างเป็นแนวคิดที่เยี่ยม ที่เจ๋งเหลือเกินในสายตาของพวกเขา ด้วยอุดมคติที่ว่า เด็กจะได้ไม่ต้องมาซีเรียสในฤดูกาลสอบเอ็นทรานซ์ และเด็กจะได้ตั้งใจเรียนตลอด 3 ปี วิชาจะได้แน่นปึ้ก อืม! มันช่างเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เยี่ยมมากใช่ไหมครับจอร์จ?

แต่เปล่าเลย!

การศึกษาไทยเป็นเช่นไร เราๆ ก็รู้กันอยู่ ความเหลื่อมล้ำในแต่ละโรงเรียนเป็นเช่นไร ทั้งในเรื่องความเข้มข้นทางวิชาการ และสภาพแวดล้อมในการเรียน

ก่อนอื่นผมต้องขออธิบายสภาพของโรงเรียนกันก่อน โดยพวกคุณคงจะรู้กันดี ว่าโรงเรียนแต่ละที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีบางอย่างที่คล้ายกัน จึงแบ่งเกรดได้ดังนี้

- พวก A Class หรือพวกโรงเรียนดังๆ มีชื่อเสียงระดับประเทศ ( แบบว่าพูดถึงโรงเรียนดีๆ ชื่อพวกนี้ต้องอยู่ในหัวเป็นอันดับต้นๆ ) พวกนี้การเรียนเข้ม วิชาแน่น สภาพแวดล้อม บรรยากาศในโรงเรียนดีเยี่ยม

- พวก B Class พวกนี้ถึงแม้ไม่ดังในระดับประเทศ แต่ถ้าเป็นระดับจังหวัด หรือภาค ก็ถือว่ามีชื่อเสียงไม่น้อย พวกนี้เป็นโรงเรียนระดับกลาง

- พวก C Class พวกนี้เป็นโรงเรียนที่ดู " อาภัพ " ที่สุด เพราะต้องรองรับเด็กที่ตกชั้นมาจาก A และ B Class หลายครั้งที่โรงเรียนพวกนี้ถูกมองว่า " ที่รวมของพวกเด็กเหลือขอ " เพราะมีแต่เด็กที่เรียนไม่เก่งบ้าง หรือเรียนดีแต่มีปัญหาบางอย่างบ้าง

แน่นอนว่า หากแบ่งกันตามนี้ แล้วไปสำรวจอยู่ จะพบว่ามันต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ในบางกรณี จะเป็นโรงเรียน Class เดียวกันก็ตาม

โรงเรียนบางแห่งนั้นเป็นรู้กันดีว่ามีการปล่อยเกรด ปล่อยผลการเรียนทำให้เด็กได้เกรดดี แต่วิชาความรู้ไม่แน่น ขณะที่บางแห่งต่างกันสุดขั้ว คืองกเกรดมากเกินไป ทำให้เด็กที่เก่ง ได้คะแนนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อระบบ GPA 50% ถูกกำหนดให้ใช้ ผลที่ได้จะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ เด็กเรียนดีก็อาจจะไม่ได้เข้าเรียนในสถาบันที่ควรจะได้ เพราะสมัยมัธยมโดนกั๊กเกรด ขณะที่เด็กที่ไม่เก่งจริง อาจจะได้เข้าเรียน เพราะว่าทางสมัยมัธยมนั้นปล่อยเกรดมากเกินไป

ยังครับ! แค่นั้นยังไม่พอ เรายังมีปัญหาแถมให้เด็กๆ อีกมากมาย

ปัญหาต่างๆ ที่ตามมาเป็นลูกโซ่นั้นอาจจะไม่มีใครคาดคิด หรือมองผ่านไปแบบเห็นมันเป็นเหมือนเศษฝุ่น

ประการแรก เด็กจะต้องเครียดตลอดสามปี และนำมาซึ่งการแห่กันไปกวดวิชาตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าจากเดิมที่เด็กจะไปเอาจริงกับการเรียนช่วง ม.5 เทอม 2 - ม.6 เพื่อเตรียมสอบเอ็นทรานซ์ ( ผมอยากจะเรียกว่า " เอ็นสะท้าน กระดูกสะเทือน " มากกว่า ) กลับต้องมาเอาจริงตั้งแต่ ม.4 เทอม 1 ไม่สิ พ่อแม่ประเภท " กระต่ายตื่นตูม " จะต้องเคี่ยวลูกตั้งแต่อยู่ ม.ต้นเป็นแน่แท้ หรือซ้ำร้ายอาจจะเคี่ยวกันตั้งแต่ประถม เพื่อให้พร้อมก่อนเข้าสู่" สมรภูมินรก " ในช่วง 3 ปีแรกที่ใช้คำว่า " นาย/นางสาว " ในบัตรประชาชน

ประการที่สอง พ่อแม่เด็กก็คงยังเหมือนเดิม ไม่เชื่อมั่นว่าโรงเรียนใกล้บ้านจะทำให้ลูกเก่งได้ ซึ่งแต่เดิม รัฐบาลพยายามจะทำให้พ่อแม่และเด็กเกิดทัศนคติว่า " ใกล้บ้านก็เรียนได้ " แต่กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะเมื่อ GPA จำเป็นมากเช่นนั้น สู้ส่งลูกไปเรียนที่ดีๆ แม้จะอยู่ไกลบ้านไม่ดีกว่ารึ

สุดท้ายก็จะเข้ารอยเดิม นั่นคือการแย่งกันเข้าแต่พวก A Class กันหมด และถึงเข้าได้ แต่อยู่ไกลบ้านก็ไม่ใช่สิ่วดีเลย เพราะยังไงร่างกายคน การพักผ่อนก็เป็นสิ่งสำคัญ นอนดึกเพราะทำการบ้าน แล้วตื่นเช้ามืดไปเรียน ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ทำให้ร่างกายพักผ่อนน้อย สุขภาพทรุดโทรมเร็ว และการพักผ่อนน้อยเป็นการขัดขวางการเจริญเติบโต ทั้งของร่างกาย และการซ่อมแซมเซลล์สมอง ซึ่งร่างกายจะดำเนินการสิ่งเหล่านั้นในยามที่เรานอนหลับ

ประการที่สาม คุณอาจจะมองข้ามไป เกี่ยวกับระบบ UnderTable ซึ่งรู้กันดีว่ามันคือวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่งมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ทุกวันนี้ขนาดยังเป็นระบบเก่า แต่ก็ยังมีระบบนี้มาตลอด และหากเป็นระบบใหม่ ระบบนี้ก็จะยิ่งใช้ได้ง่ายขึ้น

ผมได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการศึกษาจากเด็กหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่มักให้ข้อมูลว่า โรงเรียนนั้นมีการเข้มงวดในเรื่องเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าจะเป็นทรงผม เครื่องแบบ มากกว่าการหนีเรียน หรือคะแนนการเรียน ในตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจมากนัก จนไปเจอข้อความในเวปบอร์ดแห่งหนึ่ง ที่มีคนออกมาแฉความจริงเรื่องนี้

เชื่อไหมล่ะครับ ว่าไอ่การที่เข้มงวดเช่นนั้น แท้จริงคือแผนการที่แยบยลของผู้บริหารโรงเรียนที่ต่ำช้าที่สุด

เดิมที เราก็รู้กันอยู่ว่าแต่ละโรงเรียนมีโควต้าของมันอยู่แล้ว ว่าโรงเรียนนี้รับได้เท่านั้นเท่านี้ แต่ในบางกรณี อาจจะมีการรับเพิ่ม เกินโควต้า

ดูเหมือนจะดีใช่ไหมครับ แต่แผนการชั่วร้ายของสาวกธนศาสนากำลังจะเริ่มแล้ว พวกสาวกของลัทธินั้นจะเริ่มหาทางกดดันเด็ก โดยเริ่มตรวจระเบียบแบบละเอียดยิบเกินจริง ( จากที่ฟังมา ผมว่าค่ายทหารยังไม่ละเอียดขนาดนี้แน่ๆ ) ไม่ว่าจะเป็นทรงผม รองเท้า เครื่องแบบ ตรวจกันแบบไม่มีการหยวน

เนื่องจากการเรียนเดี๋ยวนี้ คะแนนเก็บมีค่ามากกว่าคะแนนสอบ และการให้คะแนนก็อยู่ที่อาจารย์ แน่นอน พวกสาวกลัทธิธนศาสนาที่แฝงตัวมาในอาชีพที่ทรงเกียรตินี้ ก็จะหาทางทำไงก็ได้ เพื่อเอาใจพวกผู้บริหาร อันเป็นหัวหน้าสาย ด้วยการหาทางตัดคะแนน " จิตพิสัย " ให้มากที่สุด และค่อยๆ บีบนักเรียน จนนักเรียนบางคนทนไม่ได้ หนีเรียน แล้วถูกไล่ออกไปแบบไม่แยแส แบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน โรงงานได้กดค่าแรงจนไม่เป็นธรรม แต่คนงานก็ต้องยอมรับชะตากรรม เพราะมีคนมากมายต้องการมาทำงานแทนอยู่แล้ว

ต่างกันก็เพียงแค่ว่า โรงงานนั้นมีคนมาทำแทน เพราะคนยากจนเกิดขึ้นเยอะ คนทิ้งที่นา มาทำงานในเมือง แต่โรงเรียนนั้น เกิดจากการสร้างภาพที่สมบูรณ์แบบของผู้บริหาร ที่จัดการกับ " เด็กเหลือขอ " ในสายตาของพวกพ่อแม่ที่ต้องการ " ความสมบูรณ์แบบ " อย่างเฉียบขาดไร้ปรานี

" เห็นไหมครับ โรงเรียนของเราคัดแต่คนดีๆ "

พ่อแม่ก็จะพากันแย่งกันส่งลูกเข้าเรียน ยอมรับประเพณี UnderTable แล้วก็รอวันที่ลูกพลาด โดนกดดันจนต้องหนีเรียน แล้วถูกไล่ออก

และด้วยความไม่รู้ พ่อแม่ก็ด่าลูกแบบไม่เข้าใจ ขณะที่โรงเรียนไม่เสียอะไร ได้ทั้งหน้าตา ได้ทั้งเงิน

เป็นกลยุทธ์ที่หากท่านขงเบ้งแห่ง 3 งกมาเห็นเข้าคงต้องชมเชยอย่างแน่แท้!

ตลอดมาเราจะพบภาพที่เด็กเข้าเรียนกวดวิชามากขึ้นทุกที ทั้งเรียนเสริมในวิชาที่เรียนปกติ และไหนจะเรียนภาษาเสริมอีก แค่นั้นยังไม่พอ เราจะพบว่าพ่อแม่ยุคใหม่ นิยมส่งลูกไปเรียนโน่นเรียนนี่ตั้งแต่เด็ก ทั้งวิชาการ ภาษา ดนตรี ศิลปะการต่อสู้ ( เทควันโด้กำลังนิยม ) ซึ่งพ่อแม่ไม่เคยรู้เลยว่า ทำให้เด็กเครียด เพราะพ่อแม่เชื่อว่า ลูกตนต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้น

นึกๆ ดูก็ขำเพลงที่ FreePlay ร้องเหมือนกัน อะไรๆ พ่อส่งแม่สั่งนี่แหละ ฟังไปอนาถไป

ระบบ GPA 50% คงจะดีแน่ๆ หากโรงเรียนทุกที่ ทั้งในเมืองและ ตจว. มีมาตรฐานเดียวกันหมด เพราะเด็กสามารถเรียนใกล้บ้านได้ ไม่ต้องนอนดึก ตื่นเช้ามืดแบบที่เห็นๆ อยู่ตอนนี้ รวมถึงอยากให้ยกระดับวิชาชีพอาจารย์สักนิด ให้เป็นวิชาชีพเฉพาะแบบพวกหมอ วิศวะ ทนายจะได้ไหม

อย่าให้เขาว่าได้เลยว่า " เรียนอะไรไม่ได้ต้องมาเรียนครู "

เข้าใจว่าอยากพัฒนาการศึกษา แต่ช่วยทำให้ถูกขั้นตอนหน่อยนะครับ

ฝากคำคมก่อนจบบทความ

" ไม่มีทางลัดสำหรับการฝึกฝนฝีมือในโลกแห่งความเป็นจริง "







Copyright © 2010 All Rights Reserved.